นอกเหนือไปจากนั้น โรงงานยังประกอบไปด้วยหน่วยการผลิตสองหน่วย ที่ซึ่งทำการประกอบชิ้นส่วนนาฬิกาจากโรงงานอื่นๆ ในขั้นตอนสุดท้าย นาฬิกาที่ผ่านการแต่งผิวแล้วจะต้องผ่านการทดสอบหลากหลายขั้นตอนก่อนที่จะได้รับการรับรอง Superlative Chronometer ซึ่งเป็นการรับประกันสมรรถนะที่ไม่มีใครเทียบเท่าของความเที่ยงตรง พลังงานสำรอง การกันน้ำ และระบบขึ้นลานอัตโนมัติ
1/5 สถานที่ผลิต
อคาเซีย
สำนักงานใหญ่ของ Rolex ตั้งอยู่ในอคาเซีย กรุงเจนีวา เป็นศูนย์รวมของคณะผู้บริหาร งานด้านการจัดการ การพาณิชย์และการสื่อสาร การสนับสนุนและกิจกรรมทางการกุศล พร้อมกับงานทางการส่งออกและบริการหลังการขายทั่วโลก โรงงาน ณ อคาเซียได้ขยายขอบเขตการทำงานในปี 2022 โดยเพิ่มการทำงานด้านการออกแบบ ค้นคว้าและพัฒนาเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้กับนาฬิกาของ Rolex
กระบวนการมอบชีวิตให้กับนาฬิกา เริ่มต้นที่อคาเซีย
ด้วยการรวมตัวกันของเอกลักษณ์ทางการผลิต Rolex จึงสามารถสร้างทีมของผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา และมอบอิสระทางการทำงานอย่างดีที่สุดเพื่อสร้างสรรค์ทุกเหลี่ยมมุมของนาฬิกาข้อมือตั้งแต่ริเริ่ม
โครงสร้างการทำงานเหล่านี้รวบรวมให้ทุกคนมีส่วนกับขั้นตอนการออกแบบและพัฒนาในที่เดียวกัน พร้อมกับการรวมมุ มมองของอุตสาหกรรมและกระแสตอบรับจากบริการหลังการขาย
การทดสอบที่มีความน่าเชื่อถือ
ในขั้นตอนการเริ่มต้นของแต่ละโครงการนั้น Rolex จัดวางทรัพยากรบุคคลและเทคนิคไว้อย่างกว้างขวางเพื่อรับรองว่าจะได้มาซึ่งการแก้ไขปัญหาทางเทคนิคที่มีความน่าเชื่อถือ ขั้นตอนสำคัญสุดท้ายจะรวมไปถึงการพัฒนารุ่นต่างๆ และตัวต้นแบบควบคู่ไปกับการทดสอบอย่างเข้มข้นที่สุด ระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ แบรนด์จะใช้เทคโนโลยีพิเศษเพื่อทดสอบอายุอย่างรวดเร็วของแต่ละชิ้นส่วน
จากตัวต้นแบบสู่การประกอบรวม
ในขั้นตอนการออกแบบและสร้างตัวต้นแบบ โรงงานที่อคาเซียก็เป็นที่สำหรับประกอบแต่ละชิ้นส่วนเข้าด้วยกันรวมไปถึงกระบวนการทดสอบ Superlative Control
การประกอบในขั้นตอนสุดท้ายคือการรวบรวมแต่ละชิ้นส่วนของนาฬิกาที่ถูกผลิตขึ้นจากโรงงานอีกสามแห่งของ Rolex เข้าด้วยกัน เป็นการติดตั้งหน้าปัดและเข็มนาฬิกาเข้ากับกลไกการทำงาน การประกอบตัวเรือนให้เข้ากับกลไกการทำงาน และทำการติดตั้งสายโลหะ ขั้นตอนต่างๆ เหล่านี้ล้วนทำขึ้นด้วยมือเท่านั้น
แต่ละขั้นตอนจะต้องใช้ความประณีตควบรวมกับการใช้มาตรวัดควบคุม การประกอบในที่นี้ได้รวมไปถึงการลงทะเบียนหมายเลขประจำของแต่ละกลไกการทำงาน ตัวเรือนและหน้าปัดลงในฐานข้อมูลกลาง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการตรวจสอบกลับทางมาตรฐานของสินค้าที่กระจายไปทั่วโลก
การรับรอง Superlative Chronometer
หลังจากขั้นตอนการประกอบ จะต้องผ่านการรับรอง Superlative Chronometer ที่มีเฉพาะที่ Rolex ซึ่งรวมไปถึงการตรวจสอบเพื่อรับประกันสมรรถนะหลักที่อาจเกิดข้อบกพร่องระหว่างขั้นตอนการผลิต ตรวจสอบความเที่ยงตรง พลังงานสำรอง การกันน้ำ และระบบขึ้นลานอัตโนมัติ
การทดสอบทุกมาตรวัดจะถูกทดสอบหลังจากกลไกการทำงานได้ประกอบเข้ากับตัวเรือน เพื่อจำลองสภาพให้ใกล้เคียงกับการสวมนาฬิกาของผู้สวมใส่ การทดสอบ Superlative Control จะถูกดำเนินการผ่านขั้นตอนเฉพาะที่ใช้เครื่องมือเทคโนโลยีอัตโนมัติที่ถูกพัฒนาโดย Rolex
ระดับความคลาดเคลื่อนยินยอมจะมีความเคร่งครัดกว่าการรับรองอย่างเป็นทางการในแง่ของอัตราคลาดเคลื่อนเฉลี่ยและความเที่ยงตรงของแต่ละวันที่ผู้สวมใส่สัมผัสได้ การคลาดเคลื่อนของ Superlative Chronometer ของ Rolex จะต้องไม่เกินไปกว่า -2/+2 วินาทีต่อวันหลังจากการประกอบตัวเรือน เมื่อเทียบกับการคลาดเคลื่อนที่ Swiss Official Chronometer Testing Institute (COSC) ได้ระบุไว้ที่ −4/+6 วินาทีต่อวันสำหรับกลไกการทำงานเท่านั้น
การทดสอบการกันน้ำของนาฬิกาแต่ละเรือนจะถูกทดสอบในถังปรับความดันบรรยากาศสูง นาฬิการับประกันการกันน้ำที่ความลึก 100 เมตร (330 ฟุต) จะถูกทดสอบในความดันน้ำที่เท่ากับอัตราตามความลึกบวกร้อยละสิบ ในขณะที่นาฬิกาสำหรับนักดำน้ำที่ความลึก 300, 1,220, 3,900, และ 11,000 เมตร (1,000, 4,000, 12,800 และ 36,090 ฟุต) จะถูกทดสอบความปลอดภัยนอกเหนือจากปกติอยู่ที่ร้อยละ 25 ตามที่ระบุในมาตรฐานของนาฬิกาดังกล่าว การทดสอบทางน้ำเหล่านี้จะถูกทำขึ้นโดยอ้างอิงจากขั้นตอนเฉพาะที่พัฒนาโดย Rolex เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ของความเที่ยงตรงและความน่าเชื่อถือถึงขีดสุด
หลังจากผ่านการทดสอบ Superlative Control แล้ว นาฬิกาแต่ละเรือนจะได้รับตราสัญลักษณ์กรีนซีลและการรับ ประกันสากลเป็นระยะเวลาห้าปี
ศูนย์ฝึกอบรม
ศูนย์กลางการฝึกอบรมของ Rolex ตั้งขึ้นเพื่ออุทิศให้กับการพัฒนาความสามารถของบุคลากร และเป็นการรวบรวมแลกเปลี่ยนความรู้ความชำนาญจากรุ่นสู่รุ่น โดยตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา ใกล้เคียงกับสำนักงานใหญ่ของ Rolex ศูนย์ฝึกอบรมนี้จัดการเรียนรู้ให้แก่บุคลากรและผู้จัดการบริษัทรวมไปถึงการฝึกอบรมผู้ฝึกงาน ด้วยเป้าหมายที่จะรักษาองค์ความรู้อันเป็นหนึ่งของ Rolex ซึ่งบริษัทมีเป้าหมายที่จะเพิ่มพูนความรู้และความเชี่ยวชาญให้กับคนรุ่นใหม่อย่างไม่หยุดยั้ง
Hans Wilsdorf ผู้ก่อตั้ง Rolex ต้องการที่จะมั่นใจได้ถึงความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ของ Rolex และสวัสดิการที่ดีของบุคลากร ศูนย์ฝึกอบรมนี้จึงได้สานต่อปรัชญา ด้วยการสืบสานมรดกของบริษัทผ่านการฝึกอบรมและการพัฒนาบุคลากรแต่ละคน สิ่งนี้เป็นเครื่องยืนยันได้ถึงสถานะของแบรนด์ในการเป็นแบบอย่างที่ดีและสร้างสรรค์แรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นปัจจุบันและคนรุ่นใหม่ในอนาคต